จากการไปร่วมฟังสัมมนาที่จัดขึ้นที่ Wesley Centre, Sydney เมื่อวันที่ 26 May 2011 ที่ผ่านมา นำเสนอโดยแผนกวางนโยบายของอิมมิเกรชั่นจากกรุงแคนเบอรร่า คุณ Michael Willard จาก DIAC ฝ่าย Policy ได้บรรยายถึงแนวโน้มจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบการคัด skilled migrants หรือผู้อพยพที่ขอโยกย้ายมาตั้งหลักแหล่งในออสเตรเลียโดยอาศัยทักษะและความสามารถของตนเอง โดยรัฐบาลจะนำเอาระบบที่คุณหมอวีซ่าเคยเขียนไว้ในฉบับที่แล้วที่เรียกว่า “Expression of Interest Module - EOI” ที่มีชื่อสั้นๆว่า “SkillSelect” มาใช้ตั้งแต่วันที่ 1 July 2012 เป็นต้นไป
โดยการสัมมนาครั้งนี้ ยังมีพูดถึงการที่รัฐบาลพยายามที่จะส่งเสริมให้ผู้สมัครโยกย้ายไปอยู่ในเขตปริมณฑล (regional Australia) กันมากขึ้นภายใต้การอำนวยความสะดวกในการผ่านวีซ่าเร็วขึ้นจากรัฐบาลออสเตรเลีย สำหรับน้องๆที่รอคิววีซ่าทักษะทั้งหลาย เช่น วีซ่า subclass 485, 885, 886 เป็นต้น
คุณ David Stewart ผู้อำนวยการดูแล case processing สำหรับ GSM วีซ่าก็ได้มาชี้แจงถึงคิววีซ่าทักษะประเภทต่างๆเหล่านั้นว่าทำกันอย่างไร ใครมีสิทธิได้รับการพิจารณาก่อนหลังใครเป็นต้น ด้วยความที่รัฐบาลชุดนี้มีนโยบายให้ความสำคัญต่อผู้สมัครขอวีซ่าที่มีนายจ้างเป็นสปอนเซอร์ให้ก่อน จึงได้ให้ความสำคัญกับวีซ่าในสกุล 457, 856/112 ที่มีนายจ้างสปอนเซอร์มาเป็นหลัก หลายเคสที่เตรียมเข้าไปดีๆ วีซ่าสามารถผ่านได้ภายใน 2 สัปดาห์ก็มี ส่วนเนื้อหาสัมมนา top hit ครั้งนี้ก็เห็นจะได้แก่ EOI เพราะเป็นโครงสร้างใหม่ของการคัดเลือกผู้อพยพที่มีคุณภาพสูงเข้ามาตั้งหลักแหล่งในออสเตรเลีย ระบบนี้จะเปิดโอกาสให้คนจากทั่วโลกที่สนใจแสดงเจตจำนงเข้ามา พร้อมรวมแต้มให้กับตนเองว่าสามารถผ่านเกณฑ์ได้ รัฐบาลจะคัดผู้สมัครที่มีคะแนนสูงสุดไล่ลงมาตามลำดับเรื่อยๆ แล้วออกจดหมายเชิญให้ยื่นเรื่องสมัครเข้าไป โดยถ้าปราศจากจดหมายเชิญ ก็ไม่สามารถสมัครได้นั่นเอง ดังนั้นจะได้หรือไม่ได้วีซ่า ก็จะอยู่ในความควบคุมของรัฐบาลโดยสิ้นเชิง ต่างกับระบบปัจจุบันที่พอรวมคะแนนถึง และผ่านตรวจสุขภาพกับสันติบาลก็สามารถผ่านวีซ่าได้เลย
จากการสัมมนาครั้งนี้ คุณ Michael Willard ยังได้แสดง chart ต่างๆให้ดูว่า ผลสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงในวีซ่าทักษะครั้งนี้ จะเป็นผลให้จำนวนวีซ่านักเรียนเข้าออสเตรเลียก็ลดลงไปโดยปริยายในอีก 3-4 ปีข้างหน้า ดูจาก chart แล้วก็น่าตกใจ ลดลงเหลือเพียง ¼ ของสมัยปี 2008-09 ที่เคยรุ่งกันมาก็ว่าได้ ปัจจุบันจึงจะเห็นว่ามีหลายคนต้องผิดหวังอกหักกับการขอวีซ่านักเรียนมายังประเทศออสเตรเลีย เนื่องจากอัตราการปฏิเสธวีซ่านักเรียนที่สูงลิ่วนั่นเอง หลายๆฝ่ายโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยต่างออกมาต่อต้าน จนรัฐบาลต้องแต่งตั้งให้ MP Michael Knight ทำวิจัยเพื่อค้นหาระบบวีซ่านักเรียนที่ดีขึ้นสำหรับประเทศออสเตรเลีย คุณหมอวีซ่าฉบับนี้ จึงอยากคุยกันถึงแนวโน้มของวีซ่านักเรียนออสเตรเลียเพื่อให้กำลังใจกับน้องๆ และนักเรียน นักศึกษากันนะคะ
ทั้งนี้สองประเด็นหลักที่ทางสภาคิดว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญคือ
1. การเปลี่ยนแปลงการประเมินหลักฐานทางการเงินของกลุ่มเด็กนักเรียนที่มาจากประเทศ Assessment Level 3 และ 4
2. ความไม่มีเสถียรภาพของสิทธิการทำงานของเด็กนักเรียนต่างชาติภายหลังจากศึกษาจบ
ทั้งสองประเด็นนี้ ทางสภามองว่าเป็นประเด็นที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญอย่างมากในการแก้ไขปรับปรุงในวีซ่านักเรียน
นอกจากสองประเด็นหลักนี้ มีอีกหลายประเด็นมากมายที่ทางสภาได้กล่าวถึง แต่ด้วยเนื้อที่จำกัดของคอลัมน์นี้ ประเด็นหลักๆที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของเด็กนักเรียน หรือน้องๆนักศึกษาที่ต้องการมาเรียนต่อที่ออสเตรเลียจะนำมาพูดถึงเป็นหลัก
ปัจจุบันนี้ ระบบวีซ่านักเรียนของออสเตรเลียนั้น แบ่งเป็นหลายประเภท และหลายระดับ ตัวอย่างเช่นในประเทศจีน ที่ปัจจุบันอยู่ที่ลำดับที่ 4 ทั้งนี้หลายๆประเทศเช่นจีน หรืออินเดียเป็นประเทศที่ใหญ่ ทางสภามหาวิทยาลัยแห่งประเทศออสเตรเลียมองว่า ควรมีการจัดการโดยแบ่งเป็นเขตหรือภูมิภาคมากกว่าทั้งประเทศ ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มสิทธิและผลประโยชน์แก่นักเรียน
ในปกติกว่าจะขอวีซ่านีกเรียนนั้นใช้เวลาค่อนข้างนาน บางครั้งใช้เวลามากกว่าสามเดือนกว่าเจ้าหน้าที่จะแจ้งผลวีซ่า ทั้งนี้สภามหาวิทยาลัยมองว่า ระยะเวลาในการพิจารณาควรเป็นไปตามการแข่งขันในระดับนานาชาติ เพื่อดึงดูดให้นักเรียนหรือนักศึกษาต่างชาติเข้ามายังประเทศมากขึ้น
-ค่าวีซ่า –
จากการศึกษา ทางสภาพบว่าค่าวีซ่านั้นค่อนข้างแพงมากกว่าประเทศอื่นๆ เช่นในประเทศอเมริกา นักเรียนต้องจ่ายค่าสมัครวีซ่าเป็นจำนวน $140 แต่ถ้าหากสมัครวีซ่านักเรียนของออสเตรเลีย นักเรียนจะต้องจ่ายถึง $550 ทั้งนี้สภามีควาามเห็นว่าทางรัฐบาลควรลดค่าสมัครวีซ่าลง โดยให้เป็นไปในระดับเดียวกันกับนานาชาติ เพื่อดูงดึดให้นักเรียนต่างชาติเข้ามาเรียนต่อยังออสเตรเลีย โดยอาจจะหักค่าใช้จ่ายในส่วนที่ต้องนำไปบำรุง DEEWR และนำค่าใช้จ่ายตรงนี้เพื่อไปสนับสนุนสวัสดิการของนักเรียนต่างชาติในออสเตรเลีย
-ชั่วโมงทำงานในออสเตรเลีย –
ทางสภามีความเห็นว่าควรจัดตั้ง “The Bank Hour” หรือธนาคารชั่วโมงทำงาน ในปกตินักเรียนต่างชาติสามารถทำงานได้อาทิตย์ละ 20 ชั่วโมง จุดประสงค์เพื่อหางานพิเศษเสริมรายได้ในระหว่างพำนักศึกษา หรือก็เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมหรือการดำรงชีพของประชากรออสเตรเลีย อย่างไรก็ตามนักเรียนบางคนทำงานมากกว่า 20 ชั่วโมง โดยเลือกที่จะรับเป็นเงินสด หรือเลือกที่จะทำงานโดยไม่มีประกันครอบคลุมก็เพื่อที่จะได้ทำงานมากกว่าที่รัฐบาลกำหนด ประเด็นปัญหาที่ทางสภามีความเห็นว่าควรจัดตั้ง The Bank Hour ขึ้นมาเพื่อเก็บสะสมชั่วโมงการทำงาน ถ้าหากเป็นช่วงสอบ นักเรียนหลายๆคนก็มักจะไม่อยากทำงาน ทำให้ต้องเสีย 20 ชั่วโมงไปโดยปริยาย โครงการนี้อนุญาติให้นักเรียนได้เก็บชั่วโมงทำงานไว้และสามารถทำงานเพิ่มได้อาจจะเป็นช่วงปิดเรียนหรือช่วงเปิดภาคการศึกษา นอกจากนี้นักเรียนที่ต้องฝึกงานก็สามารถทำงานได้เกินชั่วโมงตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งถ้าหากโครงการนี้เกิดขึ้นจริงก็นับว่าส่งผลดีต่อนักเรียนต่างชาติ โดยที่นักเรียนส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องไปทำงานที่ไม่มีสวัสดิการ หรือโดนกดขี่จากเจ้านาย
-โอกาสการทำงานหลักจากสำเร็จการศึกษา –
ในปัจจุบันรัฐบาลออสเตรเลียมีวีซ่า 485 Graduate (Temporary) Visa ที่อนุญาติให้นักเรียนได้ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายในออสเตรเลียหลังจากจบการศึกษาเป็นเวลา 18 เดือน ซึ่งทางสภามหาวิทยาลัยมีความคิดเห็นว่าทางรัฐบาลควรเพิ่มระยะเวลาในการทำงานให้กับนักเรียนหลังจากจบการศึกษา โดยทางสภาได้เสนอโมเดลที่ปัจจุบันประเทศแคนาดาได้ใช้อยู่ และประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง นั่นก็คือชั่วโมงการทำงานควรสอดคล้องกับจำนวนปีที่นักเรียนศึกษา เช่นถ้าหากนักเรียนศึกษาน้อยกว่า 8 เดือน นักเรียนก็ไม่มีสิทธิที่จะขอทำงานหลังจากเรียนจบ ในขณะเดียวกันนักเรียนที่ศึกษามากกว่า 2 ปีก็มีโอกาสที่จะทำงานได้ถึงสามปีหลังจากจบการศึกษา ทั้งนี้ก็เพื่อมอบสิทธิประโยชน์ให้กับนักเรียนได้อยู่ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายในประเทศออสเตรเลีย
-หลักฐานทางการเงิน -
ทางสภามหาวิทยาลัยเสนอประเด็นในเรื่องของการประเมินสถานะทางการเงินว่าควรพิจารณาถึง “ช่องทางๆการเงินที่นักเรียนมี” มากกว่าที่จะประเมินจาก “จำนวนเงินที่เด็กมี” นอกจากนี้สภามีความเห็นว่าการแสดงหลักฐานทางการเงินควรประเมินว่า เด็กนักเรียนมีเงินครอบคลุมค่าใช้จ่ายตลอด 1 ปี และมีหลักฐานที่จะพิสูจน์ว่าพวกเขามีเงินอย่างเพียงพอที่จะอาศัยในประเทศออสเตรเลีย
ประเทศออสเตรเลียจำต้องพึ่งนักวิจัยจากนานาประเทศอยู่มาก ดังนั้นในกรณีที่นักศึกษา เช่นนักศึกษา
ปริญญาโท หรือนักศึกษาปริญญาเอกตัดสินใจเข้ามาศึกษาต่อยังประเทศออสเตรเลีย ทางสภาเห็นว่ารัฐบาลความเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆให้เท่าเทียมกับเด็กในประเทศ เช่นลดหย่อนค่าโดยสาร หรือแม้กระทั่งยกเลิกค่าสมัครวีซ่าให้กับนักเรียน
ประโยชน์มากมายแก่เด็กนักเรียน นักศึกษาที่ต้องการมาเรียนในระดับมหาวิทยาลัย หรือระดับวิจัยในประเทศออสเตรเลีย จริงอยู่ว่าค่าเงินออสเตรเลียในปัจจุบันมีมูลค่าสูงมาก เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ของอเมริกา แต่ถ้าหากประเด็นข้อเสนอของสภามหาวิทยาลัยเป็นที่ยอมรับ นักเรียนต่างชาติที่เข้ามาศึกษาต่อก็จะได้รับผลประโยชน์ตรงนี้
แม้ในปัจจุบันตลาดการศึกษาของออสเตรเลียอาจจะซบเซา อันเนื่องมาจากค่าเงินที่สูงขึ้น อัตราการปฏิเสธวีซ่าสูง รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากรายงานฉบับนี้ผ่านร่าง คนที่ได้รับผลประโยชน์ตรงส่วนนี้ย่อมไม่ใช่ใครที่ไหน หากเป็นเด็กนักเรียน นักศึกษาที่ต้องการเข้ามาเรียนต่อยังประเทศออสเตรเลีย เพราะทางรัฐบาลออสเตรเลียเองก็ต้องการบุคลากรที่มีคุณภาพเข้ามาทำงาน ดังนั้นในอนาคตต่อไปการเข้ามาเรียนต่อออสเตรเลียในระดับอุดมศึกษาคงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะการเรียนการสอนที่นี่ก็ไม่แพ้ประเทศในระดับนานาชาติๆ อีกทั้งใกล้บ้าน และสามารถเดินทางไปมาสะดวก
ดังนั้นหากน้องๆนักศึกษาคนใดสนใจที่จะมาเรียนต่อยังประเทศออสเตรเลียก็สามาถติดต่อมาได้ที่สำนักงานของ CP International ทุกสาขา

0 comments:
แสดงความคิดเห็น